โครงคร่าวฝ้า ของสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
นายชั่ง

อะไรเอ่ย คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คำตอบของคำถามนี้ สำหรับในงานก่อสร้างแล้ว ก็คงหมายถึงงานประเภทที่มองไม่เห็นจากภายนอก ไม่แสดงถึงความสวยงามโดยตรง และผู้ที่อยู่อาศัยไม่ได้รับรู้ เช่น งานคอนกรีต งานท่อส่งน้ำ งานฝ้าเพดาน เป็นต้น ดังนั้น อะไรก็ตามที่ไม่ได้มีการโชว์ออกมาให้เห็นว่าสวยหรือไม่ เจ้าของจึงมักปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ “ช่าง” เป็นคนเลือกให้          
งานฝ้าเพดานเองก็จัดอยู่ในประเภทงานแบบนี้เช่นกัน โดยจะพบว่า เกือบทั้งหมดของงานฝ้าเพดาน โดยเฉพาะยิปซัม จะเป็นการจ้างผู้รับเหมาฝ้ามาทำอีกทอดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ โดยช่างที่มาทำนั้น ก็มักจะเป็นกลุ่มเดียวกับที่ทำงานกระจกอะลูมิเนียมนั่นเอง เนื่องจากลักษณะงานเป็นการตกแต่งตีกรอบให้กับห้องภายในอาคารเหมือน ๆ กัน      
     ถึงจะยังไม่มีใครใส่ใจมากนักในปัจจุบัน แต่ฝ้าก็เป็นส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งสำหรับผู้อาศัยนะครับ ลองคิดดูว่า ถ้าวัสดุที่หนักประมาณ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เกิดพังหรือหล่นใส่ที่อยู่ในอาคาร จะเกิดความเสียหายมากเพียงไร อ่านแล้ว ท่านอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนี้ก็ไม่ต้องมีฝ้า อย่างไรก็ดี การที่มีฝ้าในอาคารมีประโยชน์และจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น เป็นการปิดงานท่อหรืองานอุปกรณ์ที่อยู่ใต้พื้นชั้นบนให้ดูเรียบร้อย ช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นเนื่องจากพื้นที่ห้องลดลงและช่วยเก็บความเย็นในห้อง อีกทั้งยังเป็นส่วนที่สามารถเพิ่มให้ห้องมีคุณสมบัติตามที่ต้องการได้ เช่น การกั้นเสียงหรือการดูดซับเสียงในห้องดูหนังฟังเพลงและห้องทำงาน การสะท้อนแสง การปรับมุมของห้องในเรื่องแสงสี  และการกันความร้อนหรือทนไฟ ฯลฯ  ประโยชน์เยอะอย่างนี้ ยังน่าติดฝ้าอยู่ แต่ต้องเน้นว่าติดตั้งยังไงให้แข็งแรง
 



 
เดิมทีโครงคร่าวในบ้านเราก็ใช้ต้นแบบจากเมืองนอกบ้างเหมือนกัน ซึ่งไม่ค่อยมีความหลากหลายนัก  แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็จำเป็นต้องลดต้นทุนโดยลดคุณภาพเหล็กลง ให้มีชั้นเคลือบบางลงหรือไม่ก็ให้เหล็กบางลง หรือเหล็กหนาเท่าเดิมแต่เป็นชนิดตกสเป็ค ซึ่งผลที่ได้ก็คือ สามารถลดต้นทุนโครงคร่าวซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 60-70% ของราคาฝ้าเพดานทั้งระบบลงไปได้ มาในปัจจุบัน โครงคร่าวในบ้านเราหลากหลายขึ้นมาก แต่คนส่วนใหญ่ แม้จะทำงานอยู่ในวงการก่อสร้างเอง ก็ยังไม่ค่อยทราบว่าโครงคร่าวเหล็กที่ว่าแตกต่างกันนั้น เป็นอย่างไร    
       เรื่องนี้คงว่าใครผิดใครถูกไม่ได้ เพราะว่าที่ผ่านมายังไม่มีการให้ข้อมูลในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ จึงทำให้ทั้งช่างติดตั้ง ผู้คุมงาน และเจ้าของบ้านไม่ได้ให้ความสำคัญและมองข้ามไป ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้ท่านผู้อ่านดูเรื่องความสามารถในการรับน้ำหนักของระบบทั้งระบบกันนะครับ 
         ประการแรก คือ ค่าความปลอดภัยเผื่อ (Safety factor) สำหรับผู้ออกแบบแล้วเป็นสิ่งจำเป็นในทุกงาน เพื่อความมั่นใจว่าสิ่งที่สร้างหรือติดตั้งไปแล้วมันจะไม่พังลงมาทับคนที่อยู่ในหรือใต้อาคาร อย่างเช่น งานไม้ มีค่าความปลอดภัยประมาณ 5-6 เท่า งานเหล็กและคอนกรีต มีค่าความปลอดภัยประมาณ 3 เท่า (คือ เผื่อขนาดที่ว่า ถึงเจ้าของไปต่อเติม หรือคนออกแบบคำนวณคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็ไม่ทำให้ถึงกับอาคารถล่ม) 
         สินค้าเหล็กชุบสังกะสีที่นำมาเป็นโครงคร่าวติดตั้งฝ้าเพดานก็ต้องมีการคิดเผื่อค่าความปลอดภัยเช่นกันโดยทั่วไป ต้องเผื่อประมาณประมาณ 3 เท่าของน้ำหนักใช้งาน ถึงจะพอมั่นใจได้ ถ้าต่ำกว่านั้น ก็ต้องลุ้นกันละครับ คิดง่ายๆ ว่าระบบโครงและชุดแขวนจะต้องรับน้ำหนักได้อย่างน้อยที่ 80-90 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จากน้ำหนักฝ้าฉาบเรียบทั่วไปที่หนักประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรนั่นเอง
ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงเริ่มสงสัยแล้วโครงที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของเราทุกวันนี้รับน้ำหนักได้เท่าไหร่กัน ตามข้อมูลจากสถาบันที่เป็นกลาง โครงซีลายน์ทั่วไปในตลาดเบอร์ 26 และเบอร์ 27 ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้กันมากที่สุดเนื่องจากมีราคาถูก จะรับน้ำหนักได้ประมาณ 45 กิโลกรัมต่อเมตรเท่านั้น (ประมาณสามสิบกว่ากิโลกรัมต่อตารางเมตร) ซึ่งเพียงพอสำหรับน้ำหนักฝ้า แต่ไม่เหลือค่าเผื่อ จึงนับว่ายังไม่ปลอดภัย ถ้าให้แนะนำก็ให้เป็นโครงที่ค่าการรับน้ำหนักเกิน 90 กิโลกรัมต่อเมตรจะดีกว่าครับ
          ประการต่อมาก็คือชุดแขวนครับ เท่าที่พบ มากกว่าครึ่งหนึ่งของฝ้าถล่มเกิดจากการที่ชุดแขวนรูดหลุด หรือจากการติดตั้งลวดแขวนที่เล็กเกินไปไม่ได้ขนาดครับ เนื่องจากเวลาที่ชุดแขวนขาดเพียงจุดเดียว ส่วนที่เหลือที่มีค่าเผื่อการรับน้ำหนักน้อยอยู่แล้วก็รับไม่ไหว จึงร่วงลงมาทั้งระบบ  งานนี้แม้ว่าจะเลือกใช้โครงอย่างหนา แข็งแรงสุดๆ รับน้ำหนักได้เป็นร้อยกิโลกรัม แต่ใช้ชุดแขวนที่รับน้ำหนักได้เพียง 15-30 กิโลกรัม ก็ไม่มีประโยชน์ครับ
     
 

สาเหตุส่วนที่เหลือของการร่วงหล่นของฝ้าเพดานเมื่อใช้ไปนาน ๆ มาจากการผุกร่อนของระบบโครงและชุดแขวน ซึ่งมักเกิดสนิมที่โครงเหล็ก ณ จุดที่มีการยิงสกรูยึดกับแผ่น คือสนิมกินเหล็กจนกระทั่งสกรูยึดแผ่นไม่อยู่ ดังนั้นการเคลือบสังกะสีที่โครงคร่าว ก็เป็นการกันสนิมนั่นเอง โดยที่ความหนาของสังกะสียิ่งมากก็จะยิ่งถ่วงเวลาให้เหล็กเกิดสนิมช้าไปด้วย แต่ส่วนนี้ดูยากเพราะมองดูด้วยตาเปล่าไม่ออกครับว่ามีชั้นเคลือบหนากี่ไมครอน (1 ไมครอน = 0.000001 เมตร) คงต้องเลือกใช้โครงจากผู้ผลิตที่ไว้ใจได้ ได้มาตรฐาน หรือมีใบรับประกันได้ก็ยิ่งดี

          สำหรับท่านที่อยู่ใต้ฝ้าที่ติดไปแล้ว แล้วยังไม่แน่ใจว่าโครงคร่าวใต้ฝ้าของท่านตอนนี้เป็นอย่างไร ก็พอจะดูได้จากความย้วยของแผ่นฝ้าได้ครับ อย่างที่ศัพท์ทั่วไปเรียกว่าตกท้องช้าง ถ้าโครงไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักแผ่นได้ ท้องฝ้าก็จะแอ่นลงมา ดูไม่สวย  ซึ่งนอกจากความไม่แข็งแรงของโครงแล้ว ความแน่นหนาของการติดยึดระหว่างโครงคร่าวก็มีส่วนให้ฝ้าเกิดการแอ่นตัวลงมาได้หลังการติดตั้งเช่นกัน ดังนั้นระบบที่เวลาติดตั้งแล้วโครงประกอบเข้ากันได้แน่นสนิท ไม่หลวม จะรักษาระดับได้ดีและนานกว่า ทำให้ไม่ต้องมีการยกระดับฝ้าตรงกลางให้สูงกว่าขอบไว้เผื่อฝ้าแอ่นภายหลัง (อันนี้เป็นเทคนิคของช่างที่ติดตั้งฝ้าด้วยโครงที่บาง แอ่นตัวหลังการติดตั้งแน่นอน จึงต้องดึงไว้ก่อนเวลาแอ่นจะได้ได้ระดับ...ทำไปได้) 
            อธิบายเสียยาว ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้นึกถึงความสำคัญของสิ่งที่ท่านอาจจะยังไม่เห็นไม่ค่อยจะได้นึกถึงบ้าง เผื่อว่าถ้าหลาย ๆ ท่านมีโอกาส จะได้เลือกหรือย้ำกับผู้ที่จะมาทำงานให้ท่านว่าให้ใช้โครงแบบไหนอย่างไร ให้ได้งานอาคารหรือที่พักอาศัยที่มีความปลอดภัยต่อตัวท่าน เพราะระบบโครงที่ปลอดภัยได้มาตรฐานอาจต้องเพิ่มราคาประมาณ 5-10 บาทต่อตารางเมตรเท่านั้น (บ้านหนึ่งหลังจ่ายเพิ่มไม่เกินพันสองพันบาท) หรือถึงไม่เลือกใช้โครงดีที่สุด แต่เป็นโครงที่คุณภาพรับได้ ราคาปานกลาง ก็ยังดีกว่าให้คนอื่นมาเลือกของไม่มีคุณภาพให้เรา จริงไหมครับ
ขอขอบคุณ: ข้อมูลผลการทดสอบการรับน้ำหนักโครงคร่าว และชุดแขวน ตามวิธีใน มอก 863-2532 จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
     
 
Privacy + Site map + Counter : 1076396

Copyright © 2004 The Siam Gypsum Industry (Saraburi) Co., Ltd